ในที่สุดก็ได้กลับมาอัฟบล็อคบ้างสักที
หลังจากที่ดองบล็อคยาวมานาน
 
รีวิวอันนี้ตั้งใจจะทำตั้งแต่กลับมาจากญี่ปุ่นเมื่อสองสามเดือนก่อนแล้วค่ะ
แต่เพราะอู้อ่านหนังสือเลยดองบล็อคไปอีก
บวกกับน้ำท่วมเลยทำให้ไม่ได้รีวิวสักที
 
 
คราวนี้เลยได้โอกาสทำรีวิวเต็มๆสักที
 
ว่าแล้วก็ขอพาไปชมกันเลยค่ะ
 
 
ก่อนอื่นก็ขอแนะนำพิพิธภัณฑ์กันคร่าวๆ
พิพิธภัณฑ์โดราเอมอนแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดคานากาวะ เมืองคาวาซากิ
ซึ่งไปไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก
 
แล้วเมืองคาวาซากินี้เองก็เป็นบ้านเกิดของโดราเอมอน
แล้วก็ยังเป็นบ้านที่อาจารย์ฟุจิโกะได้พำนักอยู่ตั้งแต่ตอนที่แต่งงานจนกระทั่งเสียชีวิตลงค่ะ
 
 
ฟังจากเพื่อนที่พาไปเทียวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เพิ่งจะเปิดในเดือนกันยายนนี้เองค่ะ
อันที่จริงตัวพิพิธภัณฑ์นั้นเสร็จไปนานแล้ว
แต่เค้าเก็บไว้จนกว่าจะถึงวันที่  3 กันยายน 2012 ซึ่งถ้าในอีก 100 ปีข้างหน้า
ก็จะเป็นวันเกิดของโดราเอมอนจริงๆค่ะ
 
(เรียกว่าเวลาคนญี่ปุ่นจะสร้างหรือทำอะไรก็ช่างคิดเผื่อและลึกซึ้งทีเดียว)
 
 
-เกี่ยวกับเรื่องการซื้อตั๋วเข้าชม
 
การซื้อตั๋วเข้าชมพิพิํภัณฑ์ของที่นี่ใช้ระบบเดียวกันกับ การซื้อตั๋วของ Stidio Ghibli ค่ะ
ก็คือก่อนจะเข้าชมนั้นก็ต้องจองตั๋วล่วงหน้าก่อนนะคะ ถึงจะเข้าชมได้
แล้วก็มีรอบเข้าเหมือนกันคือ  4 รอบค่ะ
10.00  12.00  14.00   16.00 
 
แล้วจะต้องจองผ่าน Lawson โดยผ่านเจ้าเครื่องLoppi เหมือนกับมิวเซียมของจิบลิเช่นกันค่ะ
หรือจะเข้าไปดูรายละเอียดที่ไซค์หลักก็ได้ค่ะ
 
 
ส่วนวิธีการเดินทางไปก็ไม่ยากค่ะ
ถ้าขึ้นมาจากโตเกียวก็ให้ลงที่ สถานี Shinjuku
แล้วขึ่นรถไฟไปยังสาย Odakyu ลงที่สถานี Noborito หรือ Mukogaoka-yuen 
หรือจะขึ้นสาย JR แล้วลงที่สถานี Noborito ก็ได้เช่นกันค่ะ
 
 
 
 
แนะนำว่าถ้าลงที่สถานี Noborito ก็จะมีรถบัสนั่งต่อไปอีกประมาณ 10 นาทีได้ 
ค่ารถบัสประมาณ 400 เยน (ไป-กลับ)ค่ะ
 
พอดีขามาเราเดินเอาแล้วขากลับค่อยนั่งบัสกลับต่างหาก
 
 
 
 
อันนี้ราคาตั๋ว (เฉพาะเที่ยวเดียว) 
 
 
 
 
 
 
โชคดีที่ขากลับได้นั่งลายโดราเอมอนค่ะ (> <)
ถ้าจำไม่ผิดตอนที่ไปเที่ยวกับรุ่นน้องแล้วก็คุณแม่อีกครั้ง จะมีลายอื่นอีกสองลาย
เป็นปาร์แมนกับคิวทาโร่ค่ะ
 
 
 
 
 
ข้างในก็ใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆน้อย อย่างปุ่มที่กดเวลาจอดก็เป็นลายโดราเอมอนค่ะ
 
 
 
 
 
 
ตอนรถออกเวลากลางคืนก็จะเรืองแสงได้ด้วยค่ะ 
 
 
 
 
แต่เพราะขาไปเราไปลงที่สถานีมุโคกาโอกะ-ยูเอน เพราะใกล้เส้นที่เราเรียนอยู่มากกว่า เลยใช้เวลาค่อยๆเดินไป
 
 
 
 
 
 
ลงจากสถานีก็ค่อยๆตามป้ายไปเรื่อยๆ  แล้วจะเจอฝั่งแม่น้ำ ก็ให้เดินเรียบแม่น้ำไปไม่ยาก เพราะมีป้ายคอยบอกทางไปเรื่อยๆค่ะ
 
 
 
 
 
หรือจะตามโดราเอมอนไปได้เลย ^ ^
 
 
 
แอบส่องปาร์แมนกับบู้บี้
 
 
ตามเงาโดราจังไปเรื่อยๆ
 
 
จริงๆถ้าวันที่แดดไม่แรงอากาศดีๆ ก็น่าเดินเล่นไปเรื่อยๆค่ะ
(แต่พอดีไปช่วงหน้าร้อนส่งท้ายเดือนกันยา ทำเอาเหงื่อซ่กได้เหมือนกัน)
 
 
 
 
ในที่สุดก็เห็นพิพิธภัณฑ์อยู่ข้างหน้าแล้ว
ตอนที่ไปถึงก็เป็นช่วงที่พิพิธภัณฑ์เพิ่งเปิดมาสักอาทิตย์กว่าๆเองค่ะ
เลยทำให้คนแน่นพอสมควรเหมือนกัน
 
 
 
 
 
ว่าแล้วก็ต่อแถวรับโบร์ชัวร์กัน มีให้เลือกสี่ภาษาค่ะตามแต่จะถนัด
 
 
 
 
เป้าหมายของเราวันนี้
เพื่อนเราที่ไปด้วยกันตั้งใจจะไปดูไจแอนท์หล่อมากๆค่ะ > <
 
 
 
ระหว่างที่รอเข้าแถวเข้าไปข้างใน ด้านนอกก็มีฟิกเกอร์ของตัวละครมาให้ถ่ายรูปกันเล่นเป็นระยะๆ
 
 
 
 
ตัวเด่นของผลงานอาจารย์ยังไงก็ต้องเป็นคู่ซี้คู่นี้เสมอ 
 
 
 
สักพักก็จะมีเจ้าหน้าที่ให้เข้าแถวไปทีละกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 30 คน
เพื่อฟังคำแนะนำก่อนเข้าไปในพิพิธภัณฑ์
 
หลักๆก็จะเป็นขอความร่วมมือรักษามารยาทระหว่างการเข้าชม
อย่างเปิดมือถือเป็นระบบสั่น ห้ามถ่ายรูปในจุดแสดงที่ห้ามถ่าย อะไรแบบนั้นค่ะ
 
แล้วจะแนะนำวิธีการใช้เครื่องฟังคำบรรยาย ซึ่งจะแจกให้ตอนก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ค่ะ
ไม่ต้องห่วงว่าจะกลัวว่าฟังไม่เข้าใจ เพราะว่ามีเครื่องภาษาอังกฤษให้เลือกด้วยค่ะ 
 
 
ระหว่างนั้นก็จะมีส่วนจัดแสดงสองชั้น 
ชั้นสามเป็นโซนถ่ายรูปแล้วก็ภัตตาคารค่ะ
 
ภายในโซนแสดงผลงานจะห้ามถ่ายรูปนะคะ 
หลักๆก็จะมีผลงานของอาจารย์ที่เก็บไว้ทั้งหมด แล้วก็ความเป็นมาของผลงานตั้งแต่แรกสุดจนถึงปัจจุบัน 
ก่อนที่อาจารย์จะเสียชีวิตลง
 
 
แล้วก็ของใช้ส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับงานอาจารย์ในช่วงต่างๆ
ส่วนที่ประทับใจที่สุดนี้ก็เป็น โปสการ์ดของอาจารย์เท็ตสึกะ โอซามุที่ส่งมาหาอาจารย์ฟุจิโกะค่ะ
 
ตอนที่ได้เห็นนี่แบบเป็นอะไรที่เราประทับใจอย่างมาก 
แต่เสียดายที่ข้างในถ่ายรูปเก็บมาไม่ได้ 
 
 
กับอีกโซนนึงที่พูดถึงชีวิตครอบครัวของอาจารย์ฟุจิโกะ ได้ดูแล้วก็แอบประทับใจจริงๆว่าอาจารย์
เป็นคุณพ่อและสามีที่น่ารักมากสำหรับครอบครัวมากแค่ไหน
 
 
ส่วนตัวแล้วชอบส่วนโซนการจัดแสดงผลงานมากๆเลยค่ะ ชอบไม่แพ้กับสตูดิโอจิบลิเลยทีเดียว > <
(แต่ท่านแม่เราชอบสตูดิโอจิบลิมากกว่า ฮาาา โดราเอมอนอาจจะดูเด็กๆไปสำหรับผู้ใหญ่ล่ะมั้งคะ)
 
 
ทีนีก็มาถึงไฮไลท์ที่ 1 ประจำวันแล้ว
 
อะไรอยู่ในบ่อ > <
 
 
ไจแอนท์โผล่มาแล้ว!!
 
 
 
ไม่ใช่ไจแอนท์ธรรมดาด้วยนะคะ เพราะเค้าคือไจแอนท์หล่อค่ะ >////////<
 
เพื่่อนเราที่ไปด้วยกันถึงกับอุทานเลย "ชั้นเจอเนื้อคู่แล้วWink"
 
 
แล้วก็โผล่มา "หล่อ" ให้ได้เห็นกัน ^ ^
 
จริงๆแล้วกว่าจะทำให้ไจแอนท์หล่อโผล่มาได้นี่ทำเอาเหนื่อยหอบไม่ใช่เล่นๆเลยนะคะ
เพราะเราจะต้องกดที่สูบน้ำให้เค้าออกมาค่ะ
เรียกได้ว่าจะถ่ายรูปกับพี่แอนท์หล่อคนนี้ ต้องออกกำลังกายเหมือนกัน
 
กว่าจะออกมาได้พ้นตัว แต่ดั๊น!อยู่มาอวดโฉมได้ไม่ถึง 10 หรือ 15 วิ ด้วยซ้ำ
พี่แอนท์คนนี้ก็ดำน้ำมุดหายไปเลย TTWTT 
หลอกให้ออกแรง กว่าเพื่อนจะกดรูปถ่ายคู่ให้ บางทีคนญี่ปุ่นบางคนที่เค้าเป็นครอบครัว
ก็เล่นคันโยกอยู่นานมากแต่ยังไม่ทันได้กดชัตเตอร์ พี่แอนท์ก็หายไปแล้ว (เศร้าแทน)
 
(ส่วนเราบางรูปก็แอบๆส่องไปค่ะ กว่าจะได้รูปมา ฮา)
 
อันนี้กดตอนดำน้ำหนีหายไปแล้ววว
 
ข้างสระมีบอกด้วยว่า พี่แอนท์คนนี้โผล่มาได้ไง ในฉบับอนิเมะชุดใหม่ก็ฮามากค่ะ
เหมือนจะฟังจากพิพิธภัณฑ์จะบอกว่า ตอนนี้เป็นฉบับสีแล้วผู้ช่วยเหมือนจะลงสีผมนางฟ้าผิดด้วย
ประมาณนั้น แต่อาจารย์ก็บอกว่าไม่เป็นไร เป็นสีเขียวก็น่ารักดีเหมือนกัน ประมาณนั้นค่ะ > < 
 
 
 
 
แต่ถึงจะพาตัวออกมายากแค่ไหน พี่แอนท์หล่อเค้าก็สเน่ห์แรงไม่เบานะคะ ฮาา สาวๆรุมเพียบเลย
 
 
อันนี้ป้ายทางเข้าก่อนไปดูไจแอนท์หล่อค่ะ > < คิดว่าน่าจะสังเกตไม่ยากค่ะ
 
 
หลังจากออกจากส่วนจัดโชว์แล้วก็จะถึงบริเวณมุมนั่งแล้วก็โฮมเธียร์เตอร์ที่ชั้นสองค่ะ
 
มุมนี้มีการ์ตูนให้อ่านฟรีเล่นคอยค่ะ เผื่อเพื่อนๆจะไปเข้าห้องน้ำหรือว่ารอดูหนัง 
 
 
มีโดราเอมอนนั่งอ่านเป็นเพื่อนด้วย
 
 
อันนี้ก็เป็นอีกจุดที่คนเข้ามาดูไม่ขาดสายเหมือนกันค่ะ ^ ^
 
ก่อนเข้าไปโรงหนังก็ออกไปเดินเล่นกับเพื่อนแถวบริเวณทางขึ้นชั้นสามค่ะ
 
 
อันนี้ท้องฟ้าเมืองคาวาซากิในวันนั้นคิดแล้วยังไงท้องฟ้าที่ญี่ปุ่นก็เป็นท้องฟ้าที่เราว่าสวยมาก
ไม่รู้ทำไมแต่ส่วนตัวเราว่า ท้องฟ้าหน้าร้อนของที่นี่เป็นเอกลักษณ์ดีค่ะ > <
 
 
 
ส่วนอันนี้บันไดลัดขึ้นสวนไปชั้นสาม
 
 
มีทางลัดออกจากพิพิธภัณฑ์ด้วย แต่แนะนำไม่ให้ไปดีกว่าค่ะ เพราะไม่งั้นอาจจะพลาดโซนของที่ระลึกไป > <
(แต่ไม่เหมือนกันว่า ออกไปก็น่าจะเจอทางซื้อของที่ระลึกเหมือนกันนะคะ เพราะไม่ได้ลองไปดู )
 
ระหว่างนั้นก็กลับมาด้านในกันอีกครั้ง เพื่อรอชมภาพยนต์กัน
 
ส่วนตัวชอบรายละเอียดที่เค้าใส่ตามกำแพงมากๆเลยค่ะ
 
 
จากตรงนี้เป็นมุมที่เราชอบมากก ไม่รู้ทำไม แต่ทั้งฉากกระจกกับสีของท้องฟ้ามันทำให้ที่นั่งตรงนี้
เป็นอะไรที่เราชอบมากๆเลยค่ะ > <
 
 
 
นอกจากนั้นก็มีของเล่นให้เล่นหรือถ่ายรูปเล่นไว้ฆ่าเวลากันด้วย 
 
 =3^ chu chu!
 
 
แน่นอนว่าชากาปองก็เป็นของเล่นที่ขาดไม่ได้สำหรับนักสะสม ^ ^ 
ตอนที่ไปหยอดเล่น ก็มีพี่ยุ่นคนนึงเล่นเก็บแบบจริงจังมาก พอได้โนบิตะทีหรือโดราเอมอนที
ก็ดีใจกันไม่หยุดเลยค่ะ 
 
แปะป้ายร้อยเยนไว้ตอนแรกก็เข้าใจผิด มาอ่านดีๆ อ่อให้หยอด 100 เยนสองเหรียญจ้า ^^"
(ตอนไปเล่นก็หมุนอยู่นานว่าทำไมมันไม่หล่นสักที อายย)
 
 
อันนี้เหมือนจะเป็นทัชสกรีน แต่จำไม่ได้แล้วว่าไว้ทำอะไร?
 
 
หลังจากเดินเล่นกันอยู่สักพักก็ได้เวลาเข้าโรงหนังกันที > <
เรื่องที่เราได้ดูเป็นตอนโนบิตะเจอปาร์แมนค่ะ
ไม่รู้ว่าตรงนี้จำทำต่างจากสตูดิโอจิบลิหรือเปล่านะคะ 
เพราะเป็นออริจินัลเหมือนกัน แต่ว่าเพราะพิพิธภัณฑ์เพิ่งเปิด
เลยยังมีให้ชมแค่เรื่องเดียวอยู่ค่ะ
 
(ส่วนตัวเราชอบมูฟวี่ย์เรื่องสั้นของจิบลิมากกว่า แต่ว่าจะได้ดูเรื่องไหนกันนั้นก็ต้องคอยตามตาราง
ฉายในช่วงนั้นๆกันด้วย)
 
 
แล้วพอโรงหนังปิดม่านก็จะเปิดมาเจอทางลัดจากสวนไปยังชั้นสามที่เราว่าตะกี้
มีปาร์แมนกับบู้บี้มาคอยรอรับด้วย 
 
จริงๆตอนที่ม่านเปิดออกนี่
ก็มีลูกเล่นที่ทำให้ทุกๆคนในโรงหนังฮากระจายเลยค่ะ
เพราะไม่คิดว่าจะมีลูกเล่นนี้ด้วย
 
เพราะทันทีที่ม่านเปิด
หากมีใครเดินเล่นหรือนั่งอยู่ที่สวนทุกคนก็จะโดนคนที่ดูหนังจบจับตามองต่อทันที
 
พอดีตอนรอบที่เราไปกับเพื่อน มีคู่หนุ่มสาวดั๊นมานั่งจู๋จี๋กัน แล้วพอม่านเปิด 
ทุกสายตาก็มองไปยังทางเดียวกัน
เรียกได้ว่าแทบจะหลบอายไม่ทันกันเลยทีเดียว
 
 
และแล้วก็มาถึงชั้นสาม เรียกได้ว่าเป็นชั้นที่สาดแสงถ่ายรูปกันกระจายเลยค่ะ 
เพราะมีจุดที่ให้เดินเล่นและถ่ายรูปเล่นกันเพลินมากๆ
 
จุดหมายอีกอย่างนึงคือ ภัตตาคารเมนู
ที่มีเมนูเฉพาะในเรื่องโดราเอมอน
แต่ว่าตอนเราไปรอบบ่ายสองโมง ขนาดขึ้นไปลงชื่อคิวก่อนก็ต้องรออีกเกือบถึงห้าโมงเย็นเหมือนกันค่ะ