Review:Trip to japan ฉบับไปเองเที่ยวเอง (1):วันแรกของการเดินทาง
posted on 06 Jun 2009 04:32 by darkshochan in Travel
สวัสดีค่ะทุกท่าน ในที่สุดก็ได้มีเวลามารีวิวตอนที่ได้ไปเที่ยวจริงๆจังๆสักที
ก่อนหน้านี้ติดโน่นนี่ไปหมด (อันที่จริงคือวุ่นกับงาน+ความขี้เกียจส่วนตัวค่ะ)
ในที่สุดก็ได้โอกาสมารีวิวเต็มๆสักทีต้องขอบคุณ June write มาที่นี้ด้วยนะคะ ทำให้เลิกอู้การอัฟบล็อคได้ ^^
ที่จริงตอนแรกก็กะว่าจะใส่ลายน้ำ แต่ไปๆมาๆ รูปที่ดาร์กถ่ายก็ไม่ได้สวยเวอร์อะไร ยังไงๆก็ไม่ขอแปะดีกว่าค่ะ +กลัวรูปดูรกด้วย ^^
ทริปนี้เป็นการเดินทางครั้งที่สองของเราในการไปเยี่ยมชมถิ่นซากุระแดนปลาดิบค่ะ
สืบเนื่องมาจากว่า คุณแม่ได้ไปญี่ปุ่นมา 2 ครั้งแล้ว โดยที่ทั้งสองครั้ง คุณแม่บ่นว่าไม่ได้มีโอกาสได้ไปเห็นซากุระเลย เพราะว่าซากุระในญี่ปุ่นนั้นจะบานแค่ อาทิตย์เดียวในแต่ละปีค่ะ
โดยจากที่เคยคุยกับไกด์ในครั้งแรกที่ได้ไป คุณไกด์เคยบอกว่า ซากุระจะบานแค่ช่วงเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลินั่นก็คือ เริ่มต้นวันที่ 1 เมษาจนช่วงวันสุดท้ายคือราวๆวันที่ 7 ค่ะ (แต่จริงๆใกล้ปลายเดือนมีนาก็เริ่มบานค่ะ แต่จะบานน้อย และไม่สะพรั่งเต็มที่ เพราะเมื่อปีมะรืนก็ได้ไป แต่เห็นอยู่ไม่กี่ต้นเอง)
ปีนี้คุณแม่เลยอยากไปเห็นซากุระแบบเต็มๆตาให้ได้สักครั้ง บวกกับเด็กๆพวกเราพี่น้องพร้อมใจกันบอกเลยค่ะว่า
"ถ้าให้เลือกระหว่างไปเกาหลีกับญี่ปุ่น จะไปไหนกันจ๊ะ" คุณแม่ถามเสร็จพร้อมใจกันประสานเสียง
"ญี่ปุ่นแน่นอน!!!"
สุดท้ายเลยได้ไปทริปญี่ปุ่นสมใจอยากคุณแม่ (แต่เปลืองตังค์คุณพ่อ ^^" ต้องขอบคุณป๊ะป๋ามากๆนะคะ จริงๆการเดินทางนี้ ลูกหมูกับม่ะหม๊า ผลาญค่ากิน+ค่าช๊อปไปเยอะเหมือนกัน)
เอาล่ะค่ะ ถ้างั้นมาเริ่มเดินทางกันเลยนะคะ
เริ่มจาก cheak in ที่สนามบิน
เราไปของเที่ยวบิน Jal ค่ะ ส่วนตัวชอบสายการบินญี่ปุ่นตรงที่การบริการนี่ล่ะค่ะ แอร์น่ารักมากๆ จริงๆไม่เคยลองของ Ana แต่เท่าที่ได้ยินมาว่าก็ดีค่ะ (แต่ราคาก็แพงเอาเรื่องเหมือนกัน)
เตรียมตัวออกเดินทางกันค่ะ!!
ปกติการนั่งเครื่องไปญี่ปุ่นจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมงค่ะ แต่เนื่องจากสารการบินส่วนใหญ่จะมีจอหนังประจำที่ให้ดู แต่ด้วยความที่ขาไปโบกี้เล็กค่ะ เลยเลือกดูหนังเองไม่ได้ ถึงหนังใหม่จะเยอะพอสมควร แต่ก็ต้องเลือกดูทีละเรื่อง พอรันจบไปรอบนึงก็จะดูได้อีกรอบค่ะ แต่แค่กรอหรือข้ามฉากที่อยากจะดูไม่ได้เท่านั้นเอง
สรุปขาไปเลยดูแค่มาดากัสการ์ภาคญี่ปุ่นค่ะ กับหนังหมาน้อยมารี (ด้วยความที่มีให้เลือกสองภาษา เลยลองฟังภาษาญี่ปุ่นดูไปก็งงไป แต่ก็พอเข้าใจค่ะ
ถึงน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่นแล้ว
อีกรูปแบบชัดๆค่ะเพราะว่ายังไม่ได้ถึงเขตเมืองเท่าไร บ้านเลยดูบางตา แต่เราชอบอย่างนึงที่ผังบ้านเมืองเค้าเป็นระเบียบมากๆค่ะ
มาถึงสนามบินนาริตะกันแล้ว แต่ก็มีเรื่องที่ดาร์กหวั่นๆในการเข้าประเทศญี่ปุ่นแต่ละครั้ง นั่นก็คือตอนตรวจคนเข้าเมืองค่ะ
เพราะตอนที่ไปญี่ปุ่นครั้งแรกนั้น ดาร์กติดแหงกอยู่ทีตม.ประมาณเกือบ 10 นาทีเหมือนกัน เหตุผลเพราะว่า ในการที่เราจะเข้าประเทศ นอกจากเค้าจะมีตรวจพาสปอร์ตแล้วเรายังต้องสแกนลายนิ้วมือ กับถ่ายรูปก่อนเข้าประเทศค่ะ
ไอ้ตอนตรวจวีซ่าไม่เท่าไรหรอก เพราะกรอกใบตม.บนเครื่องเรียบร้อยแล้ว แต่ที่มีปัญหาคือ ดาร์กกดสแกนลายนิ้วมือไม่ได้สักที ด้วยความโง่ว่ามันต้องกดลงไปสัมผัสแป้นเบาๆ แต่ดาร์กเข้าใจว่าแค่เอาไปนาบๆก็พอแล้ว ผลก็คือตรวจลายนิ้วมือไม่ผ่านสักที คุณพี่ ตม.ก็ใจเย็นมากค่ะ ^^" สอนอยู่หลายทีเหมือนกัน กว่าจะเข้าไปได้
ทำเอากลัวด่านตรวจไปนิด เพราะทำให้ผู้โดยสารคนอื่นๆเสียเวลาค่ะ ^^"
แต่ครั้งที่สองพอจำความโก๊ะในครั้งแรกได้เลยผ่านมาได้ไม่มีปัญหาค่ะ ที่ประทับใจอย่างนึงว่าตอนถ่ายรูปมีภาษาไทยให้อ่านเป็นคำต้อนรับด้วยล่ะค่ะ
การที่เห็นอะไรที่เป็นของๆประเทศเราในบ้านคนอื่นมันก็ชื่นใจยังงี้ล่ะค่ะ
หลังจากผ่านตม.มาได้ ก็ต้องเดินทางมุ่งสู่โตเกียวกันค่ะ เพราะคราวนี้เป็นการเที่ยวแบบไปกันเอง ทั้งครอบครัวโดยไม่ไปทัวร์ค่ะ ต้องยอมรับว่าแรกๆก็ตื่นตามประสานักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยเหมือนกัน อีกทั้งยังต้องแบกกระเป๋าไปเองด้วย เป็นการเริ่มต้นที่หนักพอสมควรค่ะ
หลังจากนั้นเราก็เดินตามไปยังสายรถไฟ express(จำชื่อไลน์ไม่ได้อ่ะค่ะ) ที่จะพาเข้าเมืองค่ะ โดยจุดหมายของโรงแรมอยู่ที่ย่าน "อิเคบุคุโระ" การนั่งรถไฟก็เลยต้องนั่งสองต่อค่ะ โดยเริ่มจากสายนาริตะไป นิปโปริ และจากนิปโปริไป อิเคบุคุโระอีกครั้ง
ขอบอกก่อนนะคะว่า โรงแรมเราไม่ได้ตั้งใจจองนะ แต่คุณแม่จองกับทัวร์แล้วได้ที่นี่พอดีด้วยเหตุผลว่าใกล้สถานีรถไฟค่ะ ^^ (ในใจก็แอบคิด คุณแม่ช่างรู้ใจเราซะจริงๆ)
ระหว่างสองชั่วโมงที่นั่งเข้าเมืองจากนาริตะไปสู่โตเกียวก็ขอเอาบรรยากาศมาฝากค่ะ ^^
ถ่ายจากในรถไฟค่ะ ^^ ในช่วงที่ยังไม่ผ่านเมืองใหญ่ๆ ก็เลยยังเห็นต้นไม้ริมสองฝั่งทางเยอะเลยค่ะ
ถ่ายมายังประตูรถข้างๆบ้าง
ช่วงนี้ผู้โดยสารยังเยอะอยู่เลยไม่ได้นั่งค่ะ ก็เลยหาอะไรทำแก้เซ็งไปเรื่อยๆ
ตอนที่เราไปประมาณวันที่ 30 มีนา ทั้งๆที่เริ่มเป็นฤดูใบไม้ผลิแล้วยังหนาวอยู่เลยค่ะ ^^"
(อาจจะเพราะว่าที่ไทยเราอากาศหนาวในปีนึงๆไม่ถึงเดือนล่ะมั้ง พอมาเจอสถานที่อากาศเย็นๆเลยรู้ว่ามันหนาวแฮะ)
ยังไม่ค่อยเห็นบ้านคนเท่าไร ส่วนตัวแล้วชนบทของญี่ปุ่นนี่ดูเงียบสงบจริงๆค่ะ
บรรยากาศในรถไฟค่ะ ^^ คนแน่นจริงๆ แต่เท่าที่สังเกตคนญี่ปุ่นในรถไฟนี่ถ้าไม่หลับหรือฟังเพลงก็จะเล่นแต่มือถือค่ะ เรียกได้ว่าเข้าไปในโลกส่วนตัวจริงๆ
บ้านทรงญี่ปุ่น จะสังเกตได้ค่ะว่า มีต้นซากุระเริ่มออกดอกบานนิดหน่อยแล้ว
ชอบจริงๆเลยน๊า บ้านสไตลล์ญี่ปุ่นโบราณเนี่ย เมืองไทยน่าจะอนุรักษ์เรือนไทยไม่ก็ทำเรือนไทยประยุกต์บ้างนะคะ ^^
ท้องฟ้าดูเงียบเหงาจัง เราชอบภาพอะไรที่เกี่ยวกับเมฆค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยเมฆเท่าไร แต่ฟ้าไม่ค่อยใสเท่าที่คิดค่ะ อาจจะเพราะว่ายังเป็นช่วงควันหลงฤดูหนาวด้วยล่ะมั้ง
ป้ายระวังประตูหนีบ!! หน้าแพนด้าตลกดีค่ะ
บรรยากาศของชานชะลา ดูเหงาๆจัง
ลายเส้นทางเดินของรถไฟว่าผ่านสายไหนบ้าง
(ตอนมาครั้งแรกนี่ตกใจมากๆค่ะ เพราะว่าลายตาไปหมด แล้วถ้าไม่มีภาษาอังกฤษกำกับนี่ งงเป็นคนไทยตาแตกแน่ๆ
!)
หนทางยังอีกยาวไกล
แต่ละสถานีจะมีบรรยากาศโทนประมาณนี้ให้เห็นจนชินตาค่ะ ^^
ต้องยอมรับอย่างนึงว่ารถไฟของที่นี่ตรงเวลาจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสายการเดิน การจอดในแต่ละสถานีจะไม่มีเกินเวลาที่กำหนดแน่ๆ
(เห็นแล้วการรถไฟไทยบ้านเราเอาเป็นแบบอย่างมั่งสิคะ!)
สุสานค่ะ พอดีผ่านเลยถ่ายบรรยากาศเก็บไว้บ้าง
ต้นอะไรไม่รู้แต่เห็นแล้วสวยดีเลยถ่ายเก็บเอาไว้ วันกลับตอนผ่านก็ยังเห็นอยู่นะคะ ^^
รั้วข้างๆกัน แต่เป็นพุ่มไม้ที่แปลกดีค่ะ ^^
ป้ายคอนเสิร์ตในรถไฟค่ะ (ฮาแต่เราไม่ได้เป็นแฟนวงนี้อ่ะนะ เลยถ่ายเก็บมาไว้เล่นๆ ^^)
ถ่ายไม่ทันค่ะ แต่เห็นว่าเป็นกังหันลมของเนเธอร์แลนด์ค่ะ ^^
ในที่สุดก็มาถึงโตเกียว และแน่นอนค่ะว่าเมืองใหญ่คนเยอะมากๆ ยิ่งช่วงเวลากลับบ้านนี่รถไฟคนแน่นโคตรๆเลยล่ะค่ะ
ตอนมาถึงโตเกียวคิดว่าจะไม่หนาวแฮะ ตอนแรกที่บ้านเกือบไม่เตรียมเสื่อกันหนาวไว้ เพราะคิดว่าอากาศน่าจะร้อนแล้ว
แต่คาดผิดค่ะ ดีที่คุณแม่ผู้รอบคอบบอกให้เอามาเผื่อๆไว้ ไม่งั้นคณะบ้านนี้คงต้องหนาวก่อนถึงโรงแรมแน่ๆ
ดูในรูปเหมือนจะไม่หนาวนะ แต่เอาเข้าจริงก็ราวๆ 14-15 องศาน่ะค่ะ ^^"
สั่นสู้!! เป้าหมายต่อไปคือ อิเคบุคุโระ!!
บรรยากาศชานชะลาในเมืองใหญ่เห็นคนน้อยๆแบบนี้ความจริงคือ รถขบวนก่อนหน้าเพิ่งออกไปค่ะ ^^"
ในที่สุดก็มาถึงโรงแรมกันแล้ว!!! เราพักอยู่ที่โรงแรมเมโทรโพลิส พลาซ่าค่ะ
ส่วนตัวเป็นโรงแรมกลางเมืองที่โอเคมากๆค่ะ ใกล้สถานีรถไฟเลยไปเที่ยวไม่ลำบากค่ะ
เสียแต่ตอนลากกระเป๋ากว่าจะมาจากสถานีรถไฟJR ได้ ลำบากพอสมควรแล้วทีนี้ตอนจะลากกระเป๋ามาโรงแรมก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะเรารู้แค่ว่าโรงแรมอยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟใกล้ห้างเมโทรโพลิส (น่าจะเป็นของเครือในโรงแรมด้วยน่ะค่ะ)
ด้วยความที่ไม่แน่ใจเรื่องทิศทางก็พยายามหาคนญี่ปุ่นที่ตพูดภาษาปะกิน
การถามทางที่นี่ค่อนข้างเป็นเรื่องลำบากนิดๆค่ะเพราะจำนวน 50-50เลยทีเดียวที่จะมีคนยอมพูดภาษาอังกฤษกับเรา
ดาร์กก็ได้แต่คำง่ายๆแต่พอใช้จริงก็ดันนึกไม่ค่อยออก ^^"
สุดท้ายเลยได้คู่หนุ่มสาวคู่หนึ่งใจดีมาบอกทางไปให้ แต่!!! ต้องบอกก่อนเรื่องนึงนะคะว่า คนญี่ปุ่นเป็นคนที่รักษาน้ำใจสุดฤทธิ์ก็จริงแต่บ้างเรื่องพี่ท่านก็เถรตรงเกินไป
สงสัยพ่อหนุ่มกลัวเราจะหลงเลยชี้ทางอ้อมห้างซึ่งต้องลากกระเป๋าอันใหญ่ๆผ่านขั้นกะไดลงก่อนไปถึงโรงแรม ซึ่งมารู้ทีหลังว่าจริงๆตัดผ่านห้างไปเลยก็ได้ค่ะ มีบันไดเลื่อนให้ไม่ต้องยกกระเป๋าลงเอง
จริงๆก็ต้องขอบคุณเค้ามากๆค่ะ ที่ช่วยบอกทางให้แต่บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องตรงมากก็ได้นะคะ นักท่องเที่ยวหนักค่ะ ^^"
สุดท้ายก็เช็คอินท์เข้าห้องได้สักที เรื่องการบริการที่นี่นี่สุดยอดจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือโรงแรมเพราะคนญี่ปุ่นมารยาทดีมากๆ พอมาถึงปุ๊ป สภาพเป็นนักท่องเที่ยวมอซอ แต่คุณพี่ก็ต้อนรับเราดีมากๆค่ะ พนักงงานขนกระเป๋ารีบเอารถเข็นมาขนกระเป๋าให้ทันทีไม่ต้องสั่งเลยค่ะ ^^ ทั้งๆที่เราเองก็ยังเช็คอินท์ไม่เสร็จดี แถมยังช่วยยกขนทุกใบไม่เกี่ยงหนักเลยค่ะ
ม่ะหม๊าเลยให้ทิปไป 500เยน เอไม่รู้ว่ามากหรือน้อยไปหรือเปล่า ^^" (แต่ 500เยนกับค่าเงินในตอนนั้นบ้านเราก็คงคิดว่าแพงน่าดูค่ะ ^^")
ห้องพักของลูกหมูสามตัว ^^
ถึงจะแคบไปหน่อยแต่ก็นอนสบายดีค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าหนาวอยู่โรงแรมเลยต้องปิดแอร์ค่ะ แต่ใช้ฮีทเตอร์แทน ดีที่หน้าต่างระบายได้เลยนอนได้อยู่ ถ้าเป็นคนไทยอาจจะไม่ชินเพราะบ้านเราร้อนจะนิยมนอนในสถานที่ลมโกรกมากกว่า
ทีวีจอพลาสม่าอย่างชัดแจ๋ว มาติดแบบบ้านเราคงไม่ได้หรอก ^^" แถมที่นี่มีเน็ตฟรีเล่นวันละ 3 ชั่วโมงด้วยล่ะค่ะ
ตอนอยู่ที่นี่ตอนเย็นๆมีรายการให้ดูแก้เหงาเยอะจริงๆ แต่ส่วนตัวชอบรายกายทีวีของบ้านเค้ามากค่ะ ถึงฟังไม่ออกแต่ก็พอดูเข้าใจ แบบสนุกๆค่ะ
ห้องน้ำ ^^ นานๆจะเจออ่างกว้างๆบ้าง
แต่เห็นที่จะประทับใจอีกอย่างคือส้วมญี่ปุ่นค่ะ ตอนนี้ในเมืองใหญ่นี่้ทั้งห้องน้ำโรงแรม ห้องน้ำห้างจะเป็นสไตลล์ส้วมอัติโนมัติค่ะ มีที่ให้ล้างก้นเอง แถมที่ชอบมากในช่วงหน้าหนาวคือ เค้าจะเปิดฮีทที่ฝารองนั่งทำให้รู้สึกว่า อุ่นก้นสุดๆเลยค่ะ
มาถึงวันแรกก็เย็นแล้วเลยไม่ได้เที่ยวอะไรเลย ยังไงก็คืนนี้ต้องออมแรงไว้ก่อน เลยมาหาที่กินใกล้ๆแถวนั้นก็ไปสะดุดเอากับร้านนี้ค่ะ
ตั้งอยู่ใกล้ๆโรงแรมเลย ^^
เมนูอาหารค่ะ เนื่องจากว่าจะประหยัดค่าที่พักหน่อยเลยเลือกกินแบบง่ายๆราคาไม่แพงมากนัก
ด้วยความที่เป็นนางมารแกงกระหรี่มีหรือจะพลาดเมนูนี้ เพราะคราวที่แล้วไปกับทัวร์เลยเลือกที่กินเองไม่ได้ค่ะ
แกงกระหรี่แฮมเบิร์กเพิ่มไข่ลวก >w<
สองจานนี้ของท่านแม่กับน้องสาวค่ะ ^^ เนื่องจากน้องชายกับคุณพ่อแยกไปทานอีกโต๊ะ (คือตัวใหญ่ค่ะ นั่งกันทั้งบ้านไม่หมด)
น่าจะเป็นข้าวหน้าเนื้อ หรือหมูนี่ล่ะมั้งคะ ^^
ของน้องสาวค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ^^"
ตอกไข่ลงไปแล้ว น่ากินมั้ยคะ อรั๊งงงงงงง
อิ่มหมีพลีมันแล้วก็กลับโรงแรมค่ะ เนื่องจากปวดท้องฉี่กระทันหันเลยแวะเข้าห้องน้ำโรงแรมหน่อย
เห็นแบบนี้จริงๆคือห้องน้ำค่ะ >w<
แถวใกล้ๆมีเซเว่น A&W กับ Lawson อยู่ใกล้ๆโรงแรมด้วยเลยแวะเข้า Lawson หาหนมกินก่อนขึ้นห้องไปนอนค่ะ ^^
คิรินชานมค่ะ อรั๊งงง ส่วนตัวแล้วของญี่ปุ่นจะค่อนไปทางขมมากว่าไม่หวานเท่าบ้านเราน่ะค่ะ กลิ่นชาก็แรงกว่านิดหน่อย อันที่จริงพอลองชิมเทียบแล้ว
เราชอบ รอยัล มิลล์ทีมากกว่าแฮะ เพราะกลิ่นนุ่มกว่า ถึงจะชาจะกลิ่นไม่แรงเท่าแต่เราชอบเพราะมันสมูธดีน่ะค่ะ
พุดดิ้งล้างปากค่ะ มีโฆษณาดราก้อนบอลด้วย ของเมจิเราว่ากลิ่นน๊ม นม เลยชอบมากๆค่ะ ให้เยอะด้วย >w<
อันนี้แอบจิ๊กน้องชายมา
สตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่น เห็นหน้าตาแบบนี้แต่หวานละไมมากค่ะ (ได้ยินว่าฮิเมะอร่อยที่สุด แต่เราไม่เคยลองแฮะ อยากลองชิมสตรอเบอร์รี่ แบบชนิดอร่อยลืมทุกพันธ์เหมือนกันบ้างจัง)
จบแล้วล่ะค่ะสำหรับทริปเกริ่นรอบแรกยังไงก็จะมาเล่าต่อนะคะ
แล้วก็ฝากต้นไม้ของเราด้วยนะคะ
อาจจะไม่ได้ตามเมนต์ให้ทุกคนแต่ก็แวะเวียนไปรดน้ำต้นไม้ทุกท่านอยู่นะคะ
คืนนี้ฝันดีค่ะ ^^
火の風



































แกงกะหรี่น่ากินจัง .. ของโปรดเราเลย~~ เมื่อ 2 ปีก่อนตอนเราไปนาระ ได้ทานของร้านมินาโมโตะมุนาชิ นั่นก็อร่อยเหมือนกันค่ะ ><
เพิ่งเห็นว่าย้ายไปเชียงใหม่แล้ว .. สู้ๆนะจ๊ะดาร์กจัง~~
#1 By ๐~*yoshi*~๐ on 2009-06-07 00:20