สวัสดีค่ะทุกท่าน ในที่สุดก็ได้มีเวลามารีวิวตอนที่ได้ไปเที่ยวจริงๆจังๆสักที

ก่อนหน้านี้ติดโน่นนี่ไปหมด (อันที่จริงคือวุ่นกับงาน+ความขี้เกียจส่วนตัวค่ะ)

ในที่สุดก็ได้โอกาสมารีวิวเต็มๆสักทีต้องขอบคุณ June write มาที่นี้ด้วยนะคะ ทำให้เลิกอู้การอัฟบล็อคได้ ^^

ที่จริงตอนแรกก็กะว่าจะใส่ลายน้ำ แต่ไปๆมาๆ รูปที่ดาร์กถ่ายก็ไม่ได้สวยเวอร์อะไร ยังไงๆก็ไม่ขอแปะดีกว่าค่ะ +กลัวรูปดูรกด้วย ^^

 

 ทริปนี้เป็นการเดินทางครั้งที่สองของเราในการไปเยี่ยมชมถิ่นซากุระแดนปลาดิบค่ะ

สืบเนื่องมาจากว่า คุณแม่ได้ไปญี่ปุ่นมา 2 ครั้งแล้ว โดยที่ทั้งสองครั้ง คุณแม่บ่นว่าไม่ได้มีโอกาสได้ไปเห็นซากุระเลย เพราะว่าซากุระในญี่ปุ่นนั้นจะบานแค่ อาทิตย์เดียวในแต่ละปีค่ะ

โดยจากที่เคยคุยกับไกด์ในครั้งแรกที่ได้ไป คุณไกด์เคยบอกว่า ซากุระจะบานแค่ช่วงเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลินั่นก็คือ เริ่มต้นวันที่ 1 เมษาจนช่วงวันสุดท้ายคือราวๆวันที่ 7 ค่ะ (แต่จริงๆใกล้ปลายเดือนมีนาก็เริ่มบานค่ะ แต่จะบานน้อย และไม่สะพรั่งเต็มที่ เพราะเมื่อปีมะรืนก็ได้ไป แต่เห็นอยู่ไม่กี่ต้นเอง)

ปีนี้คุณแม่เลยอยากไปเห็นซากุระแบบเต็มๆตาให้ได้สักครั้ง บวกกับเด็กๆพวกเราพี่น้องพร้อมใจกันบอกเลยค่ะว่า

"ถ้าให้เลือกระหว่างไปเกาหลีกับญี่ปุ่น จะไปไหนกันจ๊ะ" คุณแม่ถามเสร็จพร้อมใจกันประสานเสียง

"ญี่ปุ่นแน่นอน!!!"

สุดท้ายเลยได้ไปทริปญี่ปุ่นสมใจอยากคุณแม่ (แต่เปลืองตังค์คุณพ่อ ^^" ต้องขอบคุณป๊ะป๋ามากๆนะคะ จริงๆการเดินทางนี้ ลูกหมูกับม่ะหม๊า ผลาญค่ากิน+ค่าช๊อปไปเยอะเหมือนกัน)

 

เอาล่ะค่ะ ถ้างั้นมาเริ่มเดินทางกันเลยนะคะ

 

เริ่มจาก cheak in ที่สนามบิน

 

เราไปของเที่ยวบิน Jal ค่ะ ส่วนตัวชอบสายการบินญี่ปุ่นตรงที่การบริการนี่ล่ะค่ะ แอร์น่ารักมากๆ จริงๆไม่เคยลองของ Ana แต่เท่าที่ได้ยินมาว่าก็ดีค่ะ (แต่ราคาก็แพงเอาเรื่องเหมือนกัน)

 

เตรียมตัวออกเดินทางกันค่ะ!!

 

ปกติการนั่งเครื่องไปญี่ปุ่นจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมงค่ะ แต่เนื่องจากสารการบินส่วนใหญ่จะมีจอหนังประจำที่ให้ดู แต่ด้วยความที่ขาไปโบกี้เล็กค่ะ เลยเลือกดูหนังเองไม่ได้ ถึงหนังใหม่จะเยอะพอสมควร แต่ก็ต้องเลือกดูทีละเรื่อง พอรันจบไปรอบนึงก็จะดูได้อีกรอบค่ะ แต่แค่กรอหรือข้ามฉากที่อยากจะดูไม่ได้เท่านั้นเอง

สรุปขาไปเลยดูแค่มาดากัสการ์ภาคญี่ปุ่นค่ะ กับหนังหมาน้อยมารี (ด้วยความที่มีให้เลือกสองภาษา เลยลองฟังภาษาญี่ปุ่นดูไปก็งงไป แต่ก็พอเข้าใจค่ะ

 

 

ถึงน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่นแล้ว

 

อีกรูปแบบชัดๆค่ะเพราะว่ายังไม่ได้ถึงเขตเมืองเท่าไร บ้านเลยดูบางตา แต่เราชอบอย่างนึงที่ผังบ้านเมืองเค้าเป็นระเบียบมากๆค่ะ

 

 

มาถึงสนามบินนาริตะกันแล้ว แต่ก็มีเรื่องที่ดาร์กหวั่นๆในการเข้าประเทศญี่ปุ่นแต่ละครั้ง นั่นก็คือตอนตรวจคนเข้าเมืองค่ะ

เพราะตอนที่ไปญี่ปุ่นครั้งแรกนั้น ดาร์กติดแหงกอยู่ทีตม.ประมาณเกือบ 10 นาทีเหมือนกัน เหตุผลเพราะว่า ในการที่เราจะเข้าประเทศ นอกจากเค้าจะมีตรวจพาสปอร์ตแล้วเรายังต้องสแกนลายนิ้วมือ กับถ่ายรูปก่อนเข้าประเทศค่ะ

ไอ้ตอนตรวจวีซ่าไม่เท่าไรหรอก เพราะกรอกใบตม.บนเครื่องเรียบร้อยแล้ว แต่ที่มีปัญหาคือ ดาร์กกดสแกนลายนิ้วมือไม่ได้สักที ด้วยความโง่ว่ามันต้องกดลงไปสัมผัสแป้นเบาๆ แต่ดาร์กเข้าใจว่าแค่เอาไปนาบๆก็พอแล้ว ผลก็คือตรวจลายนิ้วมือไม่ผ่านสักที คุณพี่ ตม.ก็ใจเย็นมากค่ะ ^^" สอนอยู่หลายทีเหมือนกัน กว่าจะเข้าไปได้

ทำเอากลัวด่านตรวจไปนิด เพราะทำให้ผู้โดยสารคนอื่นๆเสียเวลาค่ะ ^^"

แต่ครั้งที่สองพอจำความโก๊ะในครั้งแรกได้เลยผ่านมาได้ไม่มีปัญหาค่ะ ที่ประทับใจอย่างนึงว่าตอนถ่ายรูปมีภาษาไทยให้อ่านเป็นคำต้อนรับด้วยล่ะค่ะ

การที่เห็นอะไรที่เป็นของๆประเทศเราในบ้านคนอื่นมันก็ชื่นใจยังงี้ล่ะค่ะ

 

หลังจากผ่านตม.มาได้ ก็ต้องเดินทางมุ่งสู่โตเกียวกันค่ะ เพราะคราวนี้เป็นการเที่ยวแบบไปกันเอง ทั้งครอบครัวโดยไม่ไปทัวร์ค่ะ ต้องยอมรับว่าแรกๆก็ตื่นตามประสานักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยเหมือนกัน  อีกทั้งยังต้องแบกกระเป๋าไปเองด้วย เป็นการเริ่มต้นที่หนักพอสมควรค่ะ

 

หลังจากนั้นเราก็เดินตามไปยังสายรถไฟ express(จำชื่อไลน์ไม่ได้อ่ะค่ะ) ที่จะพาเข้าเมืองค่ะ โดยจุดหมายของโรงแรมอยู่ที่ย่าน "อิเคบุคุโระ" การนั่งรถไฟก็เลยต้องนั่งสองต่อค่ะ โดยเริ่มจากสายนาริตะไป นิปโปริ และจากนิปโปริไป อิเคบุคุโระอีกครั้ง

ขอบอกก่อนนะคะว่า โรงแรมเราไม่ได้ตั้งใจจองนะ แต่คุณแม่จองกับทัวร์แล้วได้ที่นี่พอดีด้วยเหตุผลว่าใกล้สถานีรถไฟค่ะ ^^ (ในใจก็แอบคิด คุณแม่ช่างรู้ใจเราซะจริงๆ)

 

ระหว่างสองชั่วโมงที่นั่งเข้าเมืองจากนาริตะไปสู่โตเกียวก็ขอเอาบรรยากาศมาฝากค่ะ ^^

ถ่ายจากในรถไฟค่ะ ^^ ในช่วงที่ยังไม่ผ่านเมืองใหญ่ๆ ก็เลยยังเห็นต้นไม้ริมสองฝั่งทางเยอะเลยค่ะ

 

ถ่ายมายังประตูรถข้างๆบ้าง

ช่วงนี้ผู้โดยสารยังเยอะอยู่เลยไม่ได้นั่งค่ะ ก็เลยหาอะไรทำแก้เซ็งไปเรื่อยๆ

ตอนที่เราไปประมาณวันที่ 30 มีนา ทั้งๆที่เริ่มเป็นฤดูใบไม้ผลิแล้วยังหนาวอยู่เลยค่ะ ^^"

(อาจจะเพราะว่าที่ไทยเราอากาศหนาวในปีนึงๆไม่ถึงเดือนล่ะมั้ง พอมาเจอสถานที่อากาศเย็นๆเลยรู้ว่ามันหนาวแฮะ)

 

ยังไม่ค่อยเห็นบ้านคนเท่าไร ส่วนตัวแล้วชนบทของญี่ปุ่นนี่ดูเงียบสงบจริงๆค่ะ

 

บรรยากาศในรถไฟค่ะ ^^ คนแน่นจริงๆ แต่เท่าที่สังเกตคนญี่ปุ่นในรถไฟนี่ถ้าไม่หลับหรือฟังเพลงก็จะเล่นแต่มือถือค่ะ เรียกได้ว่าเข้าไปในโลกส่วนตัวจริงๆ

 

บ้านทรงญี่ปุ่น จะสังเกตได้ค่ะว่า มีต้นซากุระเริ่มออกดอกบานนิดหน่อยแล้ว

ชอบจริงๆเลยน๊า บ้านสไตลล์ญี่ปุ่นโบราณเนี่ย เมืองไทยน่าจะอนุรักษ์เรือนไทยไม่ก็ทำเรือนไทยประยุกต์บ้างนะคะ ^^

 

ท้องฟ้าดูเงียบเหงาจัง เราชอบภาพอะไรที่เกี่ยวกับเมฆค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยเมฆเท่าไร แต่ฟ้าไม่ค่อยใสเท่าที่คิดค่ะ อาจจะเพราะว่ายังเป็นช่วงควันหลงฤดูหนาวด้วยล่ะมั้ง

 

ป้ายระวังประตูหนีบ!! หน้าแพนด้าตลกดีค่ะ

 

บรรยากาศของชานชะลา ดูเหงาๆจัง

ลายเส้นทางเดินของรถไฟว่าผ่านสายไหนบ้าง

(ตอนมาครั้งแรกนี่ตกใจมากๆค่ะ เพราะว่าลายตาไปหมด แล้วถ้าไม่มีภาษาอังกฤษกำกับนี่ งงเป็นคนไทยตาแตกแน่ๆ !)

 

หนทางยังอีกยาวไกล

 

แต่ละสถานีจะมีบรรยากาศโทนประมาณนี้ให้เห็นจนชินตาค่ะ ^^

ต้องยอมรับอย่างนึงว่ารถไฟของที่นี่ตรงเวลาจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสายการเดิน การจอดในแต่ละสถานีจะไม่มีเกินเวลาที่กำหนดแน่ๆ

(เห็นแล้วการรถไฟไทยบ้านเราเอาเป็นแบบอย่างมั่งสิคะ!)

 

สุสานค่ะ พอดีผ่านเลยถ่ายบรรยากาศเก็บไว้บ้าง

 

ต้นอะไรไม่รู้แต่เห็นแล้วสวยดีเลยถ่ายเก็บเอาไว้ วันกลับตอนผ่านก็ยังเห็นอยู่นะคะ ^^

 

รั้วข้างๆกัน แต่เป็นพุ่มไม้ที่แปลกดีค่ะ ^^

 

ป้ายคอนเสิร์ตในรถไฟค่ะ (ฮาแต่เราไม่ได้เป็นแฟนวงนี้อ่ะนะ เลยถ่ายเก็บมาไว้เล่นๆ ^^)

 

ถ่ายไม่ทันค่ะ แต่เห็นว่าเป็นกังหันลมของเนเธอร์แลนด์ค่ะ ^^

 

ในที่สุดก็มาถึงโตเกียว และแน่นอนค่ะว่าเมืองใหญ่คนเยอะมากๆ ยิ่งช่วงเวลากลับบ้านนี่รถไฟคนแน่นโคตรๆเลยล่ะค่ะ

ตอนมาถึงโตเกียวคิดว่าจะไม่หนาวแฮะ ตอนแรกที่บ้านเกือบไม่เตรียมเสื่อกันหนาวไว้ เพราะคิดว่าอากาศน่าจะร้อนแล้ว

แต่คาดผิดค่ะ ดีที่คุณแม่ผู้รอบคอบบอกให้เอามาเผื่อๆไว้ ไม่งั้นคณะบ้านนี้คงต้องหนาวก่อนถึงโรงแรมแน่ๆ

ดูในรูปเหมือนจะไม่หนาวนะ แต่เอาเข้าจริงก็ราวๆ 14-15 องศาน่ะค่ะ ^^"

สั่นสู้!! เป้าหมายต่อไปคือ อิเคบุคุโระ!!

 

 

บรรยากาศชานชะลาในเมืองใหญ่เห็นคนน้อยๆแบบนี้ความจริงคือ รถขบวนก่อนหน้าเพิ่งออกไปค่ะ ^^"

 

ในที่สุดก็มาถึงโรงแรมกันแล้ว!!! เราพักอยู่ที่โรงแรมเมโทรโพลิส พลาซ่าค่ะ

ส่วนตัวเป็นโรงแรมกลางเมืองที่โอเคมากๆค่ะ ใกล้สถานีรถไฟเลยไปเที่ยวไม่ลำบากค่ะ

เสียแต่ตอนลากกระเป๋ากว่าจะมาจากสถานีรถไฟJR ได้ ลำบากพอสมควรแล้วทีนี้ตอนจะลากกระเป๋ามาโรงแรมก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะเรารู้แค่ว่าโรงแรมอยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟใกล้ห้างเมโทรโพลิส (น่าจะเป็นของเครือในโรงแรมด้วยน่ะค่ะ)

ด้วยความที่ไม่แน่ใจเรื่องทิศทางก็พยายามหาคนญี่ปุ่นที่ตพูดภาษาปะกิน

การถามทางที่นี่ค่อนข้างเป็นเรื่องลำบากนิดๆค่ะเพราะจำนวน 50-50เลยทีเดียวที่จะมีคนยอมพูดภาษาอังกฤษกับเรา

ดาร์กก็ได้แต่คำง่ายๆแต่พอใช้จริงก็ดันนึกไม่ค่อยออก ^^"

สุดท้ายเลยได้คู่หนุ่มสาวคู่หนึ่งใจดีมาบอกทางไปให้ แต่!!! ต้องบอกก่อนเรื่องนึงนะคะว่า คนญี่ปุ่นเป็นคนที่รักษาน้ำใจสุดฤทธิ์ก็จริงแต่บ้างเรื่องพี่ท่านก็เถรตรงเกินไป

สงสัยพ่อหนุ่มกลัวเราจะหลงเลยชี้ทางอ้อมห้างซึ่งต้องลากกระเป๋าอันใหญ่ๆผ่านขั้นกะไดลงก่อนไปถึงโรงแรม ซึ่งมารู้ทีหลังว่าจริงๆตัดผ่านห้างไปเลยก็ได้ค่ะ มีบันไดเลื่อนให้ไม่ต้องยกกระเป๋าลงเอง

จริงๆก็ต้องขอบคุณเค้ามากๆค่ะ ที่ช่วยบอกทางให้แต่บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องตรงมากก็ได้นะคะ นักท่องเที่ยวหนักค่ะ ^^"

 

สุดท้ายก็เช็คอินท์เข้าห้องได้สักที เรื่องการบริการที่นี่นี่สุดยอดจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือโรงแรมเพราะคนญี่ปุ่นมารยาทดีมากๆ พอมาถึงปุ๊ป สภาพเป็นนักท่องเที่ยวมอซอ แต่คุณพี่ก็ต้อนรับเราดีมากๆค่ะ พนักงงานขนกระเป๋ารีบเอารถเข็นมาขนกระเป๋าให้ทันทีไม่ต้องสั่งเลยค่ะ ^^ ทั้งๆที่เราเองก็ยังเช็คอินท์ไม่เสร็จดี แถมยังช่วยยกขนทุกใบไม่เกี่ยงหนักเลยค่ะ

 

ม่ะหม๊าเลยให้ทิปไป 500เยน เอไม่รู้ว่ามากหรือน้อยไปหรือเปล่า ^^" (แต่ 500เยนกับค่าเงินในตอนนั้นบ้านเราก็คงคิดว่าแพงน่าดูค่ะ ^^")

 

ห้องพักของลูกหมูสามตัว ^^

ถึงจะแคบไปหน่อยแต่ก็นอนสบายดีค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าหนาวอยู่โรงแรมเลยต้องปิดแอร์ค่ะ แต่ใช้ฮีทเตอร์แทน ดีที่หน้าต่างระบายได้เลยนอนได้อยู่ ถ้าเป็นคนไทยอาจจะไม่ชินเพราะบ้านเราร้อนจะนิยมนอนในสถานที่ลมโกรกมากกว่า

 

ทีวีจอพลาสม่าอย่างชัดแจ๋ว มาติดแบบบ้านเราคงไม่ได้หรอก ^^" แถมที่นี่มีเน็ตฟรีเล่นวันละ 3 ชั่วโมงด้วยล่ะค่ะ

ตอนอยู่ที่นี่ตอนเย็นๆมีรายการให้ดูแก้เหงาเยอะจริงๆ แต่ส่วนตัวชอบรายกายทีวีของบ้านเค้ามากค่ะ ถึงฟังไม่ออกแต่ก็พอดูเข้าใจ แบบสนุกๆค่ะ

 

ห้องน้ำ ^^ นานๆจะเจออ่างกว้างๆบ้าง

 

แต่เห็นที่จะประทับใจอีกอย่างคือส้วมญี่ปุ่นค่ะ ตอนนี้ในเมืองใหญ่นี่้ทั้งห้องน้ำโรงแรม ห้องน้ำห้างจะเป็นสไตลล์ส้วมอัติโนมัติค่ะ มีที่ให้ล้างก้นเอง แถมที่ชอบมากในช่วงหน้าหนาวคือ เค้าจะเปิดฮีทที่ฝารองนั่งทำให้รู้สึกว่า อุ่นก้นสุดๆเลยค่ะ

 

มาถึงวันแรกก็เย็นแล้วเลยไม่ได้เที่ยวอะไรเลย ยังไงก็คืนนี้ต้องออมแรงไว้ก่อน เลยมาหาที่กินใกล้ๆแถวนั้นก็ไปสะดุดเอากับร้านนี้ค่ะ

ตั้งอยู่ใกล้ๆโรงแรมเลย ^^

 

เมนูอาหารค่ะ เนื่องจากว่าจะประหยัดค่าที่พักหน่อยเลยเลือกกินแบบง่ายๆราคาไม่แพงมากนัก

 

ด้วยความที่เป็นนางมารแกงกระหรี่มีหรือจะพลาดเมนูนี้ เพราะคราวที่แล้วไปกับทัวร์เลยเลือกที่กินเองไม่ได้ค่ะ

แกงกระหรี่แฮมเบิร์กเพิ่มไข่ลวก >w<

 

สองจานนี้ของท่านแม่กับน้องสาวค่ะ ^^ เนื่องจากน้องชายกับคุณพ่อแยกไปทานอีกโต๊ะ (คือตัวใหญ่ค่ะ นั่งกันทั้งบ้านไม่หมด)

น่าจะเป็นข้าวหน้าเนื้อ หรือหมูนี่ล่ะมั้งคะ ^^

ของน้องสาวค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ^^"

 

ตอกไข่ลงไปแล้ว น่ากินมั้ยคะ อรั๊งงงงงงง

 

อิ่มหมีพลีมันแล้วก็กลับโรงแรมค่ะ เนื่องจากปวดท้องฉี่กระทันหันเลยแวะเข้าห้องน้ำโรงแรมหน่อย

เห็นแบบนี้จริงๆคือห้องน้ำค่ะ >w<

 

แถวใกล้ๆมีเซเว่น A&W กับ Lawson อยู่ใกล้ๆโรงแรมด้วยเลยแวะเข้า Lawson หาหนมกินก่อนขึ้นห้องไปนอนค่ะ ^^

 

คิรินชานมค่ะ อรั๊งงง ส่วนตัวแล้วของญี่ปุ่นจะค่อนไปทางขมมากว่าไม่หวานเท่าบ้านเราน่ะค่ะ กลิ่นชาก็แรงกว่านิดหน่อย อันที่จริงพอลองชิมเทียบแล้ว

เราชอบ รอยัล มิลล์ทีมากกว่าแฮะ เพราะกลิ่นนุ่มกว่า ถึงจะชาจะกลิ่นไม่แรงเท่าแต่เราชอบเพราะมันสมูธดีน่ะค่ะ

 

 

พุดดิ้งล้างปากค่ะ มีโฆษณาดราก้อนบอลด้วย ของเมจิเราว่ากลิ่นน๊ม นม เลยชอบมากๆค่ะ ให้เยอะด้วย >w<

 

 

อันนี้แอบจิ๊กน้องชายมา

สตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่น เห็นหน้าตาแบบนี้แต่หวานละไมมากค่ะ (ได้ยินว่าฮิเมะอร่อยที่สุด แต่เราไม่เคยลองแฮะ อยากลองชิมสตรอเบอร์รี่ แบบชนิดอร่อยลืมทุกพันธ์เหมือนกันบ้างจัง)

 

 

จบแล้วล่ะค่ะสำหรับทริปเกริ่นรอบแรกยังไงก็จะมาเล่าต่อนะคะ

แล้วก็ฝากต้นไม้ของเราด้วยนะคะ

อาจจะไม่ได้ตามเมนต์ให้ทุกคนแต่ก็แวะเวียนไปรดน้ำต้นไม้ทุกท่านอยู่นะคะ

คืนนี้ฝันดีค่ะ ^^

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มาแกะบล็อกตามไปเที่ยวด้วยคน double wink

แกงกะหรี่น่ากินจัง .. ของโปรดเราเลย~~ เมื่อ 2 ปีก่อนตอนเราไปนาระ ได้ทานของร้านมินาโมโตะมุนาชิ นั่นก็อร่อยเหมือนกันค่ะ ><

เพิ่งเห็นว่าย้ายไปเชียงใหม่แล้ว .. สู้ๆนะจ๊ะดาร์กจัง~~

#1 By ๐~*yoshi*~๐ on 2009-06-07 00:20

อ๊ากๆๆๆๆ
จำโรงแรมได้
เราก็เคยไปพักที่นี่เหมือนกัน!!!!

เราชอบประเทศญี่ปุ่นมากเลยค่ะ
อยากไปอีกรอบจัง
เค้าทำอะไรก็น่ารักไปหมดค่ะ

สังเกตุที่ป้ายระวังประตูหนีบที่มีรูปแพนด้านเป็นพรีเซนเตอร์confused smile

#2 By [Tikky] My Moment on 2009-06-07 00:26

มันต้องอย่างนี้สิเนอะครับ


ไปกับทัวร์คงจืดชืดแย่เลย ไปเอง กินเอง สนุกกว่าเยอะ confused smile

#3 By Zairen_Bibliophobia on 2009-06-07 02:31

ดีจางงงงงงงงงงง cry cry cry

#4 By ★☆KyuubixUsagi on 2009-06-07 02:31

เห็นแกงกะหรี่กับไข่ยางมะตูมแล้วใจละลาย

#5 By kororo on 2009-06-07 09:31

อยากไปจังเลย เห็นของกินแล้วอยากกิน=w=

#6 By ☂ I i R i s ☀ on 2009-06-07 19:06

กรี๊ดดดด อยากไปญี่ปุ่น

#7 By behindthemoon on 2009-07-16 01:23